Bloodsport – ขาเจาะเหล็ก (1988, Newt Arnold)

ในยุค 80 หลังจากบรูซ ลี เสียชีวิต โลกตะวันตกได้รู้จักกับศิลปะป้องกันตัวของเอเซียมากขึ้น มีงานที่อ้างอิงเรื่องราวศิลปะป้องกันตัวเอเซียออกมาให้ชมกัน จากผู้สร้างตะวันตกมากมาย หัวแถวที่คนจดจำกันได้มากที่สุดเห็นจะเป็นหนังเรื่อง Karate Kid (1986), The Best of the Best (1988), Big Trouble in little China (1985) และที่จะพูดถึงกันในวันนี้ Bloodsport งานที่ทำให้ พระเอกหนุ่มชาวเบลเยี่ยม อดีตนักคิกบ็อกเซอร์ กลายเป็นดารานักบู๊คนดังอีกคนแห่งยุค 80

Bloosport เล่าเรื่องของ แฟรง ดุกซ์ (ฌอง คล็อด แวม แดม) ชายหนุ่มชาวอเมริกัน ที่ได้ร่ำเรียนวิชา “นิตจิซึ” จากท่านปรมจารย์ เซนโซ ทานากะ (รอย เชา ดาราชาวฮ่องกงที่แฟนหนังตะวันตกคุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากบทในหนังเรื่อง Indiana Jones and the Temple of Dooms) เมื่ออาจารย์เสียชีวิตลง

แฟรง ที่ขณะนั้นรับราชการทหารอยู่ในหน่วยงานสำคัญ ต้องการประกาศให้โลกรู้สึถึงความยิ่งใหญ่ จึงออกจากหน่วยทหารที่เขาสังกัดอย่างพลการ เพื่อเข้าสู่การแข่งขัน “คูมิเตะ” ทัวร์นาเมนท์ใต้ดิน ที่หาผู้สุดยอดทางศิลปะป้องกันตัว ยังฮ่องกง

แฟรงได้พบกับ เรย์ แจ็กสั่น (โดแนล กิ๊บซ์) นักสู้ชาวอเมริกัน โดยบังเอิญ และการเป็นเพื่อนกันในเวลาอันสั้น หนุ่มอเมริกันทั้งสอง หมายมั่นปั้นมือว่าจะพิชิตศึกต่อสู้ให้ได้ ในศึกที่เต็มไปด้วยนักสู้จากทั่วโลก โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ จงลี (โบโล หยัง) แชมป์เก่าชาวจีน ผู้ไร้เทียมทาน แฟรง ยังได้พบกับเรื่องยุ่งๆ นอกสังเวียรอย่างการเข้ามาพัวพันของนักข่าวสาว เจนนิส เคนท์ ที่หวังใช้เขาเป็นตัวกลางในการ เข้าไปทำข่าวการต่อสู้อันลึกลับ และเป็นปริศนาของคนภายนอก

Bloodsport เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของ นักศิลปะป้องกันตัวที่ชื่อว่า แพรง ดุกซ์ (Frank Dux) พูดอีกอย่างก็คือหนังเรื่องนี้ เป็นเหมือนชีวะประวัติอย่างไม่เป็นทางการของนาย แฟรง ดุกซ์ คนนี้นี่เอง ขอเล่าเรื่องราวสั้นๆ ของเขาตรงนี้กันเล็กน้อย อย่างที่บอกหนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจาก “ชีวิตจริง” ของ แฟรง ดุกซ์ ชีวิตจริงที่มีทั้ง การหนีทหารเพื่อเข้าทัวร์นาเมนท์การต่อสู้ สังเวียนนักสู้ใต้ดินที่ฮ่องกง ฯลฯ ฟังดูเหลือเชื่อ จนหลายๆ คนคิดว่านาย แฟรง ดุกซ์ นั้นมั่วนิ่มขึ้นมาเอง

แฟรง ดุกซ์ นั้นก่อตั้งสำนักศิลปะป้องกันตัวที่ชื่อว่า Dux Ryu Ninjutsu ขึ้นมา โดยเขาอ้างว่านี้เป็น วิชาที่ได้รับการสืบทอดอย่างยาวนาน จากญี่ปุ่น อย่างก็ตามความโด่งดังของเขา นั้นมาจากประวัติส่วนตัวที่โลดโผนโจนทยานเหลือนเกิน ในช่วงยุค 70 เขาได้ร่วมเข้าแข่งขันการต่อสู้ใต้ดินที่ชื่อว่า คูมิเตะ มาจริง และเป็นผู้ชนะ แฟรง ดุกซ์ ยังเคยนำถ้วยรางวัลมาโชว์ให้หนังสือพิมพ์ดูด้วย

ถ้านี้ธรรมดาไป ชายผู้นี้ยังมีทีเด็ดมากกว่านี้อีกเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาอ้างว่า เคยได้รับการว่าจากจากหน่วยงาน DCI (Director of Central Intelligence) หน่วยงานด้านข่าวกรอง ของรัฐบาลสหรัฐ เพื่อทำงานสายลับในหลายๆ ประเทศทั่วโลก

บทบาทของ แฟรง ดุกซ์ ในหนังนั้นเครดิดอย่างเป็นทางการก็คือ ที่ปรึกษาด้านฉากต่อสู้ในหนัง ความสัมพันธ์ของเขากับพระเอกของเรื่อง อย่าง ฌอง คล็อด แวม แดม ก็เป็นไปด้วยดี และยาวนาน อย่างไรก็ตามทั้งคู่มีอันต้องบาดหมางกันอย่างรุนแรงในอีกหลายปีต่อมา ฌอง คล็อด แวม แดม นำเรื่องราวของ “คูมิเตะ” มาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง ในหนังเรื่อง The Quest (1996, Jean Clode Van Damm) ที่เขากำกับเอง ซึ่งเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น

เมื่อ แฟรง ดุกซ์ ฟ้องร้องต่อ ฌอง คล็อด แวม แดม ในข้อหา ละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อขอแบ่งเปอร์เซ็นรายได้จากหนัง ในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของไอเดียของหนัง เรื่องราวการฟ้องร้องดังกล่าว ถูกนำออกมาอกาศในรายการ Court TV ที่อเมริกาด้วย ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของ ฌอง คล็อด แวม แดม

กลับมาที่หนัง Bloodsport อีกครั้ง ในภาพรวมออกมากลางๆ ขึ้นอยู่กับยุคสมัยที่คุณดู ขึ้นอยู่กับประสบการ การผ่านหนังประเภทนี้มามากน้อยเพียงใด การดำเนินเรื่องอาจจะชวนให้เหงาหลับเล็กน้อย เนื้อเรื่องไม่ค่อนมีอะไรให้น่าสนใจ กว่าจะเริ่มสู้กับก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งชั่วโมง เฉพาะในแง่ของคิวบู๊ ต้องบอกว่าหนังทำออกมาใช้ได้ เป็นความใช้ได้ที่ต้องบอกกันก่อนว่าอย่าไปเอาเปรียบเทียบกับหนังในยุคปัจจุบัน หรือเช่นกันว่ายังไม่สามารถเทียบเคียงกับหนังประเภทเดียวกัน สร้างยุคเดียวกัน จากฮ่องกงได้

หนังเลือกเอาสองผู้กำกับคิวบู๊ชาวฮ่องกงอย่าง หลีเจียติ้ง กับจางอู๋หลง มาช่วยดูแลคิวบู๊ในหนัง ชื่ออาจจะไม่ดัง แต่ประวัติการทำงานก็ถือว่าไม่ธรรมดา ภาพรวมของคิวบู๊ในเรื่อง ท่าทางลีลาก็ถือว่าโอเค เน้นศิลปะป้องกันตัวที่หลากหลาย ทั้งมวยจีน คาราเต้ หรือแม้กระทั่งมวยไทย

หนังพยายามคงความสมจริงไว้ตามสมควร มีท่าต่อสู้ที่ไม่ต่อยได้เห็นในหนังยุคนั้นอย่างท่าจับหักล็อก รวมๆ ถือว่าคิวบู๊ในหนังดูได้สนุกไช้ได้ เสียอยู่ที่ว่า ฉากต่อสู้แต่ละฉากค่อนข้างสั้น มุมกล้อง และเสียงประกอบ ที่ไม่ได้ช่วยเร้าอารมณ์อะไรมากมายเท่าไหร่ เอาเป็นว่าดีตามสภาพของ หนังกังฟูอเมริกันยุค 80 โดยทั่วไป

ความทรงจำเกี่ยวกับ Bloodsport เห็นจะอยู่ที่ดารานำของเรื่อง ฌอง คล็อด แวม แดม อดีตนักคิกบ็อกเซอร์ ชาวเบลเยี่ยม สร้างชื่อได้พอสมควรจากการแข่งขันหลายๆ ทัวร์นาเมนท์ทั้งในยุโรป และอเมริกา แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นคนดังไปทั่วโลก ก็คือการเป็นดาราภาพยนตร์ หนังจากรับบทเล็กๆ ในหนังสองสามเรื่อง

เขาสามารถสร้างชื่อได้จากการรับบทในหนังฮ่องกงเรื่อง No Retreat, No Surrender ของบริษัท Seasonal Film Corporation ที่ผู้อำนวยการสร้าง อู๋ซีหยวนหวังว่าจะเป็นงานที่สามารถ โกยเงินในระดับนานาชาติได้ โดยมอบหมายให้ หยวนขุย (คอรี่ หยวน) เป็นผู้กำกับ

No Retreat, No Surrender ถือว่าไปได้ในระดับหนึ่ง คนที่ประสบความสำเร็จที่สุดกลับกลายเป็น พระเอกหนุ่มของเรื่องอย่าง ฌอง คล็อด แวม แดม นั้นเอง เขาได้เซ็นสัญญากับบริษัท Cannon Film บริษัทสร้างหนังอิสระของอเมริกา ที่ใหญ่พอสมควรในยุคนั้น (ซึ่งก็เจ๊งไปแล้วในตอนนี้) งานเรื่องแรกก็คือ Bloodsport เนี่ยแหละ ฌอง คล็อด แวม แดม ได้โชว์ลีลา เตะ หรือการแยกขา 180 องศา ที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเขาไปแล้ว ส่วนเรื่องการแสดงก็รู้กัน ตาทำนองพระเอกนักบู๊ทั่วไป

แต่ที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด สำหรับความทรงจำหมายเลขสองของ Bloodsport ดาราจอมขโมยซีนคนนี้ จงลี นักสู้จอมกร่างที่รับบทโดยดารากังฟูชาวฮ่องกง โบโล หยังเซียะ โบโล อดีตชาวงามฮ่องกง ในยุค 60 โด่งดังขึ้นมาในวงการภาพยนตร์กังฟู ด้วยการมีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตผิดธรรมดา ดารากังฟูทั่วๆ ไป ส่วนฝีมือในเรื่องบทบู๊ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ได้ดีเด่นอะไรมากมาย แต่ลีลายียวน ผสมการการแสดงแบบโอเวอร์สุด ก็ทำให้เขาเป็นดาราที่ยากจะลืมได้เหมือนกัน

โบโล สร้างชื่อมาจากบทตัวประกอบ ในหนังเรื่อง Enter The Dragon (1973) ของ บรูซ ลี ด้วยขนาดร่างกาย และมัดกล้ามอันใหญ่โตทำให้เขาเป็นที่จดจำได้มากมาย มีผลงานออกมาอีกหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น The Chinese Hercules หรือ Bolo แต่บทที่คนจดจำเขาได้มากที่สุด ก็คือผลงานท้ายๆ ในการทำงาน ในช่วงที่เขามีอายุใกล้เลย 5 เต็มทน (ขณะถ่ายทำหยังเซียะอายุได้ 49 ปี) เรื่อง Bloodsport กับบทจงลี นักสู้จอมกร่าง ยโส โอหัง

พูดกับแบบสัตย์จริง ส่วนตัวผมคิดว่า Bloodsport เป็นงานระดับที่เรียกว่า “งั้นๆ แหละ” เนื่อเรื่องน่าเบื่อ คิวบู๊ตกยุก แต่ถ้าพูดถึงความสำคัญในแง่ประวัติศาสตร์บางประการ แฟนๆ หนังบู๊ก็น่าจะลองหาหนังเรื่องนี้มาดูซักครั้ง ในฐานะผลงานชิ้นแรกๆ ของ พระเอกหนุ่ม ฌอง คล็อด แวม แดม ผลงานที่ทำให้โลกได้รู้จักพ่อกล้ามโต โบโล และที่สำคัญในฐานะความพยายามอีกครั้งของชนชาติฝรั่งหัวทอง ในการถ่ายทอดเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัวของชาวเอเซียหัวดำอย่างเรา

Credits | บริษัท – Cannon Group | กำกับ – Newt Arnold | อำนวยการสร้าง – Mark DiSalle, Yoram Globus, Menahem Golan | เขียนบทภายพนตร์ – Christopher Cosby, Mel Friedman, Sheldon Lettich | ตัดต่อ Carl Kress ดนตรีประกอบ – Paul Hertzog, Michael J. Bishop | ถ่ายภาพ – David Worth | กำกับคิวบู๊ – Frank Dux, Cheung Ng-Long, Lee Kar-Ting | แสดงนำ – Jean-Claude Van Damme, Donald Gibb, Leah Ayres, Bolo Yeung, Norman Burton, Forest Whitaker

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: