Black Belt – Kuro Obi (2007, Shunichi Nagasaki)

Black Belt หนังศิลปะป้องกันตัวจากญี่ปุ่น เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยดาราไร้ชื่อ แต่กลับสร้างเซอร์ไพรซ์ ได้พอสมควร หนังได้รับคำยกย่อง จาก โนักวิจารณ์หนังสายปกติ ขณะที่นักวิจารณ์หนังศิลปะป้องกัน ตัวส่วนใหญ่ก็ยกนิ้วให้ มีความโดดเด่นเหนือหนังศิลปะป้องกันตัว เรื่องอื่นๆ ตรงที่ความพยายามเสนอเรื่องราวลึกซึ้ง ของศิลปะป้องกันตัว

หนังเป็นผลงานของผู้กำกับ ชุนอิจิ นากาซากิ ที่ทำหนังมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีผลงานเด่นๆ (โดยเฉพาะในระดับนอกประเทศ) มากนัก งานชั้นที่เป็นที่รู้จักที่สุดของเขา ก็น่าจะเป็นหนังเรื่อง Christmas In August ฉบับรีเมกของ ญี่ปุ่น โดยมี นักเขียน/ผู้กำกับ โจจิ “จอร์จ” อิอิะ เป็นคนเขียนบท

หนังเล่าเรื่องของ ปรมจารย์คาราเต้ อิเกน ชิบาฮาระ ใช้ชีวิตอย่างสมถะ สำนักของท่านมีลูกศิษย์เพียงสามคนเท่านั้น กิริว (อกิฮิโตะ ยากิ) โชเอะอิ (ยูจิ ซูซูกิ) และไทคัง (เท็ตซึยะ ทากะ) ทั้งสามเป็นยอดนักคาราเต้ ที่ฝึกฝนด้วยความหนักหน่วง มุ่งหวังที่จะได้รับสืบทอด “สายดำ” ของอาจารย์ คาราเต้ของ ชิบาฮาระ นั้นเป็นสายที่เน้นหนักไปที่การตั้งรับ การฝึกฝนเน้นไปที่การ ฝึกจิตใจให้แข็งแกร่ง

“สายดำ” (คูโรโอบิ) ไม่ได้หมายถึงสายดำทั่วๆ ไป ที่แสดงถึงฝีมือ หรือการฝึกฝน แต่สายดำของสำนัก ชิบาฮาระ หมายถึงเชือกคาดเอว เส้นที่อาจารย์อิเกนส่วมใส่อยู่โดยเฉพาะ สภาพของมันดูเก่าแก่ สีดำที่ผ้อมเอาไว้หลุดลอก จนแทบไม่เหลือความดำอยู่อีกแล้ว แต่นี้กลับเป็น สายดำที่ ศิษย์ทุกคนฝันถึง เพราะใครที่ได้รับมอบย่อมหมายถึง ตำแหน่งผู้สืบทอดคาราเต้สาย ชิบาฮาระ ตามไปด้วย

แต่โดยไม่ทันคาดคิดในวันหนึ่ง ชีวิตของทั้งสามก็เปลี่ยนไป และถูกหักเหจากคาราเต้ จากความฝันไปตลอดการ ช่วงเวลาในขณะนั้น ญี่ปุ่นกำลังปรับเปลียนการปกครอง กองทัพ และราชการ ต้องการสร้างความแข็งแกร่งขึ้นมา หน่วยตำรวจเดินทางมาที่สำนักชิบาฮาระ พร้อมกับแสดงคำสั่งที่จะปิดสำนักคาราเต้ของพวกเขา เกิดการถกเถียงระหว่างสองฝ่าย จนกระทั่งเกิดการลงมือ

โชเอะอิ ที่พยายามจะห้ามปราบหยุดยั้งการทะเลาะเบาะแว้ง กลับโดนฟันด้วย ดาบคาตานะ เข้าที่แขน บานแผลรุนแรงจนปิดฉากชีวิตคาราเต้ของเขาไปโดยปริยาย ขณะที่ไทคัง โต้ตอบและสังหารฝ่ายตรงข้าม ไปได้ถึงสองคน แต่กลับสร้างความเดือดดาลให้กับผู้เป็นอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง จนสั่งให้ ไทคัง หยุดมือ

สุดท้ายเป็น กิริว ที่ได้รับคำสั่งให้ประลอง กับหัวหน้าผู้บังคับบัญชาของเหล่าศัตรู นายตำรวจผู้นั้นใช้ดาบอันคมกริบเข้าต่อสู้ หมายเอาชีวิตแต่กลับพ่ายแพ้ต่อ กิริว อย่างง่ายดาย จนพวกตำรวจต้องล่าถอยไป ด้วยวิถีแบบชิบาฮาระโดยแท้ ที่ไม่ได้ทำร้ายคู่ต่อสู้ ด้วยหมัดหรือเท้าอันหนักหน่วง ต้องให้บาทเจ็บ

ช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่ อิเกน ชิบาฮาระ เริ่มล้มป่วยลง อาการของท่านทรุดหนักลงในอันรวดเร็ว ในที่สุดก็มาถึงวาระสุดท้ายของ ปรมจารย์ ผู้นี้แล้ว ก่อนจะสิ้นใจท่านได้มอบ “สายดำ” ให้กับ โชเอะอิ เป็นผู้เก็บรักษาไว้ นักคาราเต้ผู้พิการ ได้รับคำสั่งจากอาจารย์ให้ เป็นผู้ส่งมอบแก่ศิษย์คนใดก็ตาม ที่เขาเห็นสมควร

ยังไม่ทันที่จะมีการคัดสิน ผู้สืบทอด ทางการพร้อมกับเจ้าหน้าที่จำนวนมากก็กลับมาที่สำนักอีกครั้ง หากแต่ไม่ได้มาเพื่อแก้แค้น ตรงกันข้าม ศิษย์แห่งชิบาฮาระ ได้รับการแต่งตั้งให้รับหน้าที่ครูฝึกเหล่าตำรวจ ระหว่างการเดินทางไปรับตำแหน่งนั้นเอง ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มสาวสองคน มุ่งหน้าขวางทางเดินของพวกเขา เพื่อทวงถามความแต้น ทั้งสองเป็นทายาทของ นายตำรวจ คนหนึ่งที่เสียชีวิต จากการประลองครั้งก่อน

หากแต่ไม่ใช่นายตำรวจที่ถูก ไทคัง สังหารอย่างโหดเหี้ยม กลับเป็นคู่ประลองของ กิริว หลังความพ่ายแพ้ต่อนักคาราเต้หนุ่ม นายตำรวจผู้นั้นไม่สามารถ ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ อย่างอัปยศได้อีกต่อไป เขาทำอัตวิบากกรม จบชีวิตตัวเองไปหลังจากการประลอง จบลงไปไม่นาน

กิริว ผู้พยายามเดินตามรอยเท้าของอาจารย์อย่างใกล้ชิด “คาราเต้ไม่ใช่การโจมตีคู่ต่อสู้ หากแต่ปัดป้องการโจมตีนั้นต่างหาก” การต่อสู้ที่ไม่ได้สร้างบาดแผลให้กับฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย ของกิริว กลับสังหารคู่ต่อสู้ ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ ไทคัง ทำ ที่จริงมันยังเลวร้ายยิ่งกว่า คู่ต่อสู้ของกิริว ต้องตายไปพร้อมกับความอับอายสูงสุดในชีวิต กิริว ปล่อยให้เด็กอ่อนหัดทายาทของนายตำรวจผู้ล่วงลับ จ่วงอาวุธใส่เขา จนบาดเจ็บ และตกแม่น้ำลอยหายไปในที่สุด

เหตุการณ์ในวันนั้น กิริว ถูกน้ำพัดไปไกลจากที่เกิเหตุ จนได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัวชาวนายากจน หลังจากวันนั้นเขาใช้ชีวิตอย่างสมาถะ กับครอบครัวชายนาผู้มีประคุณ มีวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างอะไรจากชาวบ้านคนหนึ่ง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อก่อนหน้า ยังคอยตามมาหลอกหลอน

ขณะที่ ไทคัง ก็เข้ารับตำแหน่งครูฝึกของหน่วยตำรวจ ที่มากไปกว่านั้น ไทคัง กลายเป็นมือเป็นเท้าของทางการ ในการปิดสำนักคาราเต้มากมาย นักคาราเต้ระดับปรมจารย์คนแล้วคนเล่า จบชีวิตลงด้วยมือของนักคาราเต้หนุ่ม ศิษย์ของชิบาฮาระ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เพื่อเงินชื่อเสียง หรือตำแหน่งหน้าที่ สิ่งเดียวที่ ไทคัง ต้องการก็คือ “คุโรโอบิ” สายดำเส้นนั้นของอาจารย์ ไทคัง เองก็รู้ดีว่า ไม่ว่าเขาคว่ำนักคาราเต้ไปกี่คน ก็ยังไม่คู่ควรกับมัน จนกว่าจะได้ประมือกับ กิริว เสียก่อน

Black Belt เป็นหนังศิลปะป้องกันตัว ที่ไม่ได้เน้นหนักไปกับการแสดงท่าทางผาดโผนของนักแสดง หรือขายความรุนแรงของการห่ำหั่น ฆ่าแกงคู่ต่อสู้ แต่พูดถึงความหมายของคำว่า “ศิลปะป้องกันตัว”

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ท่านหนึ่ง ให้ความเห็นไว้ว่า หนังศิลปะป้องกันตัว (Martial Art Films) โดยมากมักจะมุ่งประเด็นไปที่ Martial หรือการรบราฆ่าฟัน แต่สิ่งที่ Black Belt และผู้กำกับ ชินอิจิ ทำก็คือการพยายามเสนอภาพของศิลปะป้องกันตัว ในส่วนของ Art เป็นสำคัญ โดยเฉพาะศิลปะแห่ง หนังติดตามชีวิต ของสองนักคาราเต้ ที่แสวงหาความหมายของคำถามที่ว่าด้วยคาราเต้ เพื่อค้นหาจุดหมายปลายทางแห่งชีวิต ความหมายของคำว่า การต่อสู้ และความตาย ในความหมายของแต่ละคน

แม้ Black Belt จะแสดงออกถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงลิ้ว ในด้านเนื้อหา หนังก็ไม่ได้ละเลยใน จุดสำคัญของหนังศิลปะป้องกันตัวอย่าง ฉากต่อสู้ หนังนำเสนอความสมจริงสมจัง ในระดับน่าชมเชย การต่อสู้ที่ปรากฏในเรื่อง ดัดขาดจากความเหนือจริงใดๆ ก็ตาม ที่หนังศิลปะป้องกันตัว ส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ตัดขาด ความบันเทิง ในฉากต่อสู้เหล่านั้นไปด้วย ผู้กำกับสร้างความตื่นเต้นด้วยเทคนิคง่ายๆ การใช้เสียง ที่ขับเน้นการเครื่องไหวอันรุนแรง และรวดเร็ว อย่างเสียงหมัดแหวกอาการ มือเท้าปะทะกันดังสนั่น หรือเท้าที่ถูกกับพื้นไม้ขัดมันของโรงฝึก คาราเต้ ดังเอี๊ยดอ๊าด

เช่นเดียวกับ ฉากการฝึกวิชา ท่ามกลางป่าเขาลำเนา ที่ถ่ายทำได้อย่างงดงาม ยิ่งใหญ่ เน้นความเงียบ ธรรมชาติ และการเคลื่อนไหวร่างการของนักแสดง ก็ช่วยเน้นภาพของการนำเสนอ คาราเต้ ในฐานะการฝึกตน มากกว่าศิลปะแห่งการฆ่าแกงขึ้นไปอีก

ความดีความชอบของหนังโดยเฉพาะในเรื่อง ความสมจริงของท่วงท่านักคาราเต้ ก็ต้องยกความดีความชอบหลายส่วนไปให้กับ ผู้กำกับคิวบู๊ อกิฮิโกะ โนกูจิ (ซึ่งน่าทึ่งว่าเขาคนนี้ มีพื้นฐานมาจากการ เป็นผู้กำกับคิวบู๊ ที่เติบโตมาจาก การกำกับคิวบู๊ให้กับหนัง แนว เซนไต และออกแบบฉากต่อสู้ใน วิดิโอเกมส์คอมพิวเตอร์ Devil May Cry)

เช่นเดียวกับ เหล่านนักแสดงในเรื่องที่วาดลวดลายกันได้อย่าง สมจริงสมจัง ดารานำที่รับบทสามนักคาราเต้ในเรื่อง อกิฮิโตะ ยากิ, ยูจิ ซูซูกิ และเท็ตซึยะ ทากะ นั้น ไม่ได้เป็นดาราอาชีพ แต่เป็นนักคาราเต้ระดับแชมป์ และครูฝึก ตัวจริงเสียงจริง จึงไม่ต้องสงสัยในความสามารถด้านคิวบู๊อันเชี่ยวชาญ

ที่น่าชมเชย ก็คือ พวกเขาไม่ได้มีดีแค่ ความสามารถใช่เชิงบู๊เท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถทางการแสดงอันน่าทึ่ง อกิฮิโตะ ยากิ กับ ยูจิ ซูซูกิ ได้แสดงออกถึงอารมณ์รุนแรงได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนคนที่โดดเด่นที่สุด กลับเป็น เท็ตซึยะ ทากะ ที่ปั้นหน้ากาก ไร้ความรู้สึก กลับซ้อนด้วยดวงตาที่แฝงแววเศร้า

น่าจะพูดได้ว่า Black Belt เป็นการผสมผสานระหว่างแนวทาง ช้านิ่ง แบบหนังญี่ปุ่น เข้ากับหนังศิลปะป้องกันตัวได้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    Nobuhiko Sakho
    กำกับ – Shunichi Nagasaki
    อำนวยการสร้าง – Fuyuhiko Nishi, Kanjiro Sakura
    บทภาพยนตร์ – George Iida
    ถ่ายภาพ – Masato Kaneko
    ตัดต่อ – Hirohide Abe
    ดนตรีประกอบ – Naoki Sato
    ออกแบบเสื้อผ้า – Tatsuo Ozeki
    กำกับคิวบู๊ – Fuyuhiko Nishi, Akihiro Noguchi
    แสดงนำ – Akihito Yagi, Tatsuya Naka, Yuji Suzuki, Hakuryu, Shinya Ohwada, Takayasu Komiya.
  • Rating – 4.5/5

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: