Be A man Samurai School – Sakigake!! Otokojuku (2008, Tak Sakaguchi)

ในจำนวนการ์ตูนเด็กผู้ชาย (Manga) เรื่องดังขวัญใจเด็กต้นยุค 90 ชื่อที่ถูกร่ายขึ้นมาลำดับต้นๆ ก็น่าจะเป็น ชื่ออย่าง ดราก้อนบอล เซ็นเซย์ย่า หรือกันดั้ม แต่สำหรับผมเองนะครับ มีการ์ตูนสองเรื่องที่เรียกได้ว่าเป็น เรื่องโปรดมีอยู่ด้วยกันสองเรื่อง หนึ่งได้แก่ คินนิคุแมน การ์ตูนยอดมนุษย์ ผสมมวยปล้ำ เรื่องที่สองนั้นมีชื่อว่า Sakigake!! Otokojuku ดังน้อยกว่าคินนิคุแมนเล็กน้อย แต่มีองค์ประกอบหลายๆ อย่างคล้ายๆ กันไม่ว่าจะเป็น ตัวละครที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม การต่อสู้เดี่ยวต่อเดียว ที่ตัวละครขนเอา กลเม็ด วิชาพิศดาร มาประลองกัน

หากแต่เปลี่ยนเรื่องราวของยอดมนุษย์นานาชาติแบบ คินนิคุแมน เป็นเรื่องราวแนวชาตินิยม คุณค่าของชีวิตลูกผู้ชายในแบบชาวญี่ปุ่นดั่งเดิม กับชื่อหลากหลาย แล้วแต่สำนวนการแปล จากต่างสำนักพิมพ์ ในยุคการ์ตูนญี่ปุ่น ในไทยไร้ลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น ขุนพลประจัญบาล นักเรียนนายร้อยเดนตาย หรือ โรงเรียนลูกผู้ชาย ข่าวดีสำหรับแฟนๆ ของ โรงเรียนลูกผู้ชาย ก็คือ การ์ตูนเรื่องนี้ถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้วครับ

Sakigake!! Otokojuku หรือ ในชื่อภาษาอังกฤษว่า Be A man Samurai School ฉบับภาพยนตร์นั้น เป็นผลงานโดยดาราหนุ่ม ขวัญใจคอหนังแอ็กชั่น ทัก (ทาคุ) ซากากุจิ ที่ทั้งแสดงนำ และกำกับเอง หนังดำเนินเรื่องได้ใกล้เคียง กับต้นฉบับพสมควร แม้กระทั่งฉาก “ทำยาก” บางอย่าง หนังก็ยังพยายามทำออกมาให้ได้ อย่างมุมตลกที่มีความเป็นการ์ตูนมากๆ ก็ยังมีให้เห็น หรือ ฉากอลังการงานสร้าง อาวุธสุดแสนพิศดาร ที่ดูแล้วต้องพึ่งพิง ที่ต้องพึ่งพิงเงินทุน หรือเทคนิคพิเศษ ทีมงานก็บ่อหยั่น ทำออกมาจนได้ (ซึ่งก็คาดเดาได้ไม่ยากว่า ออกมาง่อยอย่างแน่นอน)

อย่างไรก็ตาม ก็ยังเป็นความจำเป็นที่ หนังต้องมีการตัดรายละเอียดออกไปบ้าง เพื่อความกระชับ ไม่ให้หนังยืดยาว เกิดความจำเป็นเกินไปนัก เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ หรือตัวละครบางตัว ก็จำเป็นต้องถูกดัดแปลง จนถึงตัดออก ที่น่าจะขัดใจแฟนๆ การ์ตูนไม่น้อย เห็นจะเป็น การตัดตัวละคร J นักเรียนแลกเปลื่ยนสุดเห่ห์ไปซะได้

อย่างไรก็ตามฉากแห่งความทรงจำหลายๆ ฉาก ที่ยังถูกนำมาใช้ในหนัง ไม่ว่าจะเป็นมุมตตลกห่ามๆ หรือฉากบู๊ต่อสู้ดวลเดี่ยวแบบเลือดเดือดของตัวละคร โดยหนังเล่าเรื่องครอบคลุมช่วงแรกของการ์ตูน ที่เหล่านักเรียนโรงเรียนลูกผู้ชาย ต้องเปิดศึกในโรงเรียน ทั้งกับรุ่นพี่ หรือครูอาจารย์ หนังเปิดเรื่องด้วยตัวละครสุดเห่ย ฮิเดมาโร่ เป็นถึงลูกชายหัวหน้าแก็งยากูซ่า แต่ตัวเองกลับมีสภาพ เหมือนลูกระจ๊อกที่ขี้ขลาดเท่านั้น จนต้องถูกผลักใสให้ไปขัดเกลาตัวเองในโรงเรียนลูกผู้ชาย

ที่นั้นฮิเดะมาโร่ ได้พบกับเหล่าเพื่อน นักเรียนปีหนึ่งหน้าใหม่แห่งโรงเรียนลูกผู้ชาย (ที่หน้าแก่คราวลุง) ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าบากโทกาชิ ที่เข้าโรงเรียนลูกผู้ชายเพื่อตามความฝันของพี่ชาย ผู้ล่วงลับ, ไอ้หนุ่มสุดห่ามโทร่ามารุ, เจ้าแว่นทาซาว่า ที่ปราดเปรื่องที่สุดในชั้น และหัวหงอนไก่ มัตซึโอะ หัวหน้ากองเชียรประจำรุ่น

ส่วนจุดศูนย์รวมจิตใจแห่ง นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง และเป็นตัวละครเอกของเรื่องก็คือ ประธานนักเรียนปีหนึ่ง ซึรึกิ “โมโมะ” โมโมทาโร่ (ทัก ซากากุจิ) หนุ่มหน้าที่มีเครื่ยงหมายการค้าคือ ผ้าคาดศรีษะ และดาบซามูไรที่สพายอยู่ด้านหลัง สุดแสนเลิศเลอเพอร์เฟค ทั้งฉลาดเป็นกรด ต่อยตีไม่เคยแพ้ใคร แถมหน้าตาดีผิดเพื่อนฝูงในเรื่อง

วินาทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้าสู่โรงเรียนใหม่ พบกับพบพิสูจน์มากมาย บทเรียน และการสั่งสอน แบบหลุดโลก การท้าทายของรุ่นพี่สุดโฉด แห่งปีสอง โดยเฉพาะประธานปีสอง โกยิ อากาชิ เจ้าของเพลงดาบสุดเฉียบ และที่หนักหนาสาหัสก็คือ เหล่านักศึกษาปีหนึ่ง ต้องต่อกรกับ ดาเตะ โอมิโตะ (ฮิเดโอะ ซากากิ, ดาราคู่หูของพระเอกหน้าหล่อ ที่ตามมาบู๊กันได้ในหนังเกือบทุกเรื่อง) อดีตนักเรียนเก่านอกคอก ที่ถูกไล่ออกมาไปเมื่อหลายปีก่อน มันกลับมาพร้อมกับสมุนทั้งสองอย่างเง็คโค และฮิเอน ที่บุกมาท้าทายโรงเรียนลูกผู้ชาย จน โมโม, โทกาชิ และโทรามารู ต้องตอบรับคำท้า ในการประลองยุทธ สามต่อสาม กับผู้มาเยื่อน

Sakigake!! Otokojuku เป็นการ์ตูนเด็กผู้ชายแบบยุค 80 โดยแท้นะครับ ขายความมาโชกันชนิดเต็มเหยียด ตัวละครเต็มไปด้วยเอกลักษณ์อย่าง กล้ามโต หน้าแก่ สู้รบปรบมือกันด้วย ศิลปะป้องกันตัว ประเภทที่ไม่ต้องไปค้นหาความสมจริง กันให้มากความ เช่นเดียวกับตัวละครเพศหญิง ที่หาได้ยากยิ่งในการ์ตูนชุดนี้ นอกจากนั้น ความน่าสนใจในทางเนื้อหาของ Sakigake!! Otokojuku ก็คือการที่ผู้เขียนนำเสนอเรื่องราวชาตินิยมแบบสุดขั่ว

จุดศูษย์กลางของเรื่อง ก็คือสถานที่อันชื่อว่า โรงเรียนลูกผู้ชาย นั้นก่อตั้งโดยตัวละครที่ชื่อว่า เอเดจิม่า ฮัตจิโร่ อดีตนายทหารญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ต้องการถ่ายทอดแนวคิดต่อคนรุ่นใหม่ ด้วยการให้การศึกษาแบบชาตินิยมแบบย้อนยุค สั่งสอนถึงความภูมิใจในความเป็นญี่ปุ่นแบบดั่งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความภูมิใจในเรื่องชาติ ความโดดเด่นทางการทหาร และความหมายแห่งคำว่า บูชิโด อันว่าด้วยหนทางแห่งนักรบ ที่ชายหนุ่มจะพิสูจน์คุณค่าของตัวเองได้ ก็ต้องด้วยเส้นทางการต่อสู้ ในสนามรบเท่านั้น ที่เหล่าลูกผู้ชายต้องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยพรสวรรค์ แต่จากความพยายาม ทำงานหนัก และสมาคี

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นถูกถอดเคี้ยวเล็บทางการทหาร แม้ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถแทนที่ความภูมิใจอันนี้ได้ โรงเรียนลูกผู้ชาย ก็คือความฝันของคนญี่ปุ่นรุ่นเก่า ความฝันของตัวละครที่ชื่อว่า เอเดจิม่า ฮัตจิโร่ และอาจจะเป็นความฝันของผู้เขียนอย่าง อากิระ มิยาชิตะ เองด้วย ที่พยายามจะดึงเอาค่านิยมเหล่านั้นกลับมาในยุคปัจจุบัน

อาจจะดูเหมือนว่า Sakigake!! Otokojuku เป็นการ์ตูนที่มีเนื้อหา ชูธงโฆษณาชวนเชื่อ ที่ให้น้ำเสียง หนักไปทางคลั่งชาติอีกเรื่องหนึ่ง แท้จริงแล้ว สิ่งที่อากิระ มิยาชิตะ พยายามพูดถึงก็คือ การทั้งยั่วล้อ และตั้งคำถามถึง ความคงอยู่ของลัทธิชาตินิยม และค่านิยมแบบญี่ปุ่นโบราณ ในยุคปัจจุบัน หนังนำเสนอ ลีลาแบบตลกร้าย มุมเจ็บตัว ฉากตลกขบขันจาก บทเรียนอันสุดแสนปัญญาอ่อน (ฉากการเรียนวิชาเลข อันแสนเป็นเอกลักษณ์ของการ์ตูน ก็ถูกนำมาใส่ในหนังด้วย เมื่อตัวละครสุดโหดทั้งหลายต้อง ท่องสูตร แค่คูณแม่สองก็ทำเอา เหงื่อตกกันเป็นแถว) การลงโทษอันสุดขั่ว แบบทดสอบความแข่งแกร่งของร่างกาย วิดพื้นสองพันครั้ง ขังคุกมืด หรือเอาตัวเองลงไปต้มลงในกระทะเดือด

เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนถึง ค่านิยมชาตินิยม และการเชิดชูความหมายของคำว่าลูกผู้ชาย ในสายตาของคนรุ่นใหม่ ที่มองเห็นคุณค่าแบบโบราณเป็นเพียงเรื่องราวอันคร่ำครึ ตกสมัย ไร้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต เหล่านักเรียนโรงเรียนลูกผู้ชายที่ใช้ชีวิตอย่าง ภูมิใจในความเป็นชาติ ตามครรลองของลูกผู้ชาย ก็เป็นได้เพียงตัวประหลาดหน้าแก่ สาวไม่แล เป็นได้แค่ไอ้ขี้แพ้ในสังคมทุนนิยม และสุดท้ายวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ ที่พวกเขาเผชิญ การต่อสู้ การห่ำหั่น ก็เป็นเพียง การต่อสู้อันไร้สาระ ที่เกิดขึ้นในสถานที่ไกลแสนไกล จากการรับรู้ของสังคมทั่วไป

Be A man Samurai School เวอร์ชั่นภาพยนตร์นั้น สร้างโดยพยายาม ตามรอยต้นฉบับแบบใกล้ชิด แม้หนังจะดู จำกัดจำเขี่ยของเงินทุน อย่างเห็นได้ชัดทั้งคุณภาพการถ่ายทำอันแสนธรรมดา และอุปการณ์ เสื้อผ้าราคาถูกที่แต่ผู้สร้างก็ยังพยายามเก็บรายละเอียดต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งทางเนื้อเรื่อง ฉากหลายๆ ฉากในการ์ตูนถูกเลือกมาใช้ และเดียวกับดีไซท์ทั้งหลายในเรื่อง เสื้อผ้า หน้า ผม ของตัวละครที่ผู้สร้างไม่เสียเวลามา ตีความใหม่ ให้เสียเวลา เพราะพยายามทำให้เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว โดยไม่ได้สนใจความสมจริงสมจังเลยซักกระนิด

อย่างไรก็ตามการไม่ยี่หระต่อความสมจริงของหนัง ทำให้หนังดูขาดความน่าเชื่อถือไปมากเหมือนกัน ตัวละครทั้งหลาย ก็ดูมีสภาพเหมือนตาลุงใส่ชุด Cosplay ไปอย่างช่วยไม่ได้ เป็นผลต่อภาพรวมของหนัง Be A man Samurai School จึงดูก้ำกึ่งระหว่าง หนังแอ็กชั่นล้อเลียนของทีมงานมืออาชีพ กับถ่ายทำหนังทำมือขำๆ ทำกันในวันหยุด หนังดูจะไม่สามารถสร้างสมดุลระหว่าง ความเท่ห์สุดขีด กับตลกร้ายหน้าตาย ที่ฉบับการ์ตูน ได้สร้างไว้ แต่ถ้าสามารถรับความบ้าบอ หลุดโลก เหนือจริง ของหนังได้ Sakigake!! Otokojuku ก็ยังเป็นงานที่สร้างความบันเทิงได้ไม่น้อย

ขอท้าวความถึงความเป็นมาของ ผู้กำกับ/พระเอกของเรื่อง กันหน่อยนะครับ ทัก ซากากุจิ แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ พร้อมกับผู้กำกับ ริวเฮ คิตามูระ ในปี 2000 ทั้งสองคนยังโนเนมกันอยู่ จนกระทั่ง คิตามูระ ชักชวน ซากากุจิ ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นคนฝึกศิลปะป้องกันตัวอยู่ ให้มาร่วมแสดง และกำกับฉากแอ็กชั่นในหนังใหม่ของเขาที่ชื่อว่า Versus อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้นำความรุ่งโรจน์มาสู่เขาทั้งสอง คิตามูระ กลายเป็นผู้กำกับแถวหน้าของญี่ปุ่น ขณะที่ซากากุจิ ก็มีบทบาทสำคัญ ในหนังแอ็กชั่นของประเทศ ทั้งแสดง และกำกับคิวบู๊ในหนังสำคัญๆ หลายเรื่อง

อย่างไรก็ตามความสามารถในเรื่องบู๊คงไม่ต้องพิสูจน์กันให้มากความ แต่ทักษะในการกำกับหนัง ของดาราหนุ่ม ที่หันมาจับงานผู้กำกับครั้งแรกนั้น ยังคงน่าสงสัย ผลที่ออกมาก็ถือว่าใช้ได้นะครับ ความหวือหวาคงจะไม่สามารถเทียบเคียง ได้กับงานของ คิตามูระ แต่การเล่าเรื่องออกมาออกเรียบร้อยดี ไม่มีส่วนติดขัดอะไรมากมาย เช่น เดียวกับฉากตลกที่ก็ดูลื่นไหล ไม่ฝืดอย่างที่คิด คิวบู๊ที่ค่อนข้างโอเวอร์ โชกเลือด แบบในฉบับการ์ตูน ก็ถูกลดโทนความเหนือจริงลงมาเล็กน้อย เพื่อความเป็นไปได้ในการถ่ายทำ แบบโนเอฟเฟค แต่ใช้ความสามารถของนักแสดงเป็นหลัก รวมถึงการผสมการต่อสู้ แนวศิลปะป้องกันตัวสมจริง กับลีลาสตั้นตามความถนัดของผู้กำกับ ฉากต่อสู้ไครซ์แมกซ์ของเรื่อง หนังถึงกับให้ โมโม กับดาเตะ มาตั้งการ์ดชกกันไปเลย

ปี 2008 มีหนังที่ดัดแปลงจากการ์ตูนที่ขายเนื้อหาประเภท “ลูกผู้ชายตัวจริง” อยู่สองเรื่อง คือ Sakigake!! Otokojuku กับ Crows Zero ทั้งสองเรื่องมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่คุณภาพในทางภาพยนตร์ ที่เรื่องหลังทิ้งเรื่องแรกไปแบบไม่เห็นฝุ่น อย่างไรก็ตาม ผมประทับใจในหนังทั้งสองเรื่องนะครับ เพราะอย่างน้อย ผู้สร้างทั้งสองทีม ก็แสดงความ ซื่อตรงต่อต้นฉบับทั้งคู่ ในมุมมองที่แตกต่างกันไป ทั้งในแง่เนื้อหา ภาพลักษณ์ และความหมาย สำหรับผมที่เป็นแฟนคนหนึ่ง ของหนังสือการ์ตูนสองเรื่องนั้น พึ่งพอใจ กับงานที่ออกมาอยู่ไม่น้อยเลยครับ

  • Credits
    บริษัทผู้สร้าง –
    There’s Enterprise
    กำกับ – Tak Sakaguchi
    อำนวยการสร้าง – Koichi Kusakabe, Keiko Kusakabe
    บทภาพยนตร์ – Tak Sakaguchi, Akira Miyashita
    ดนตรีประกอบ – Junichi Soga
    แสดงนำ –Tak Sakaguchi, Shoei, Akaji Maro, Hideo Sakaki, Tetsushi Tanaka, Gou Ayano, Shuya Yoshimoto, Shun Sugata, Shintaro Yamada, Hiroyuki Onoue, Taketari no Yamaguchi
  • Rating – 3.5/5

One Response

  1. เฮ้ย มีผู้หญิงด้วยได้ไง !

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: